• Post category:Investment

หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารทุนประเภทหนึ่งที่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) จะได้สิทธิในการเป็นเจ้าของบริษัท แต่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะไม่มีสิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นและสิทธิในการการบริหาร แต่ยังคงได้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผล (Dividend) ที่ไม่ต่างจากหุ้นสามัญ โดยสิทธิพิเศษของผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิคือสิทธิในการรับเงินลงทุนคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ

หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) มีความหมายตามชื่อคือ “บุริม” + “สิทธิ” แปลว่า หุ้นที่ได้สิทธิก่อน ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษของหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ที่แตกต่างจากหุ้นสามัญ (Common Stock) คือการที่ผู้ที่ถือหุ้นบุริมสิทธิได้สิทธิในการถอนทุนคืนก่อนผู้ที่ถือหุ้นสามัญเมื่อบริษัทเลิกกิจการ

ตัวอย่างเช่น นางสาว A มีหุ้นบุริมสิทธิของบริษัท FVST 100,000 บาท ในขณะที่นางสาว B มีหุ้นสามัญของบริษัท FVST 300,000 บาm และสมมติว่า บริษัทตัดสินใจจะปิดบริษัทด้วยปัญหาบางอย่างที่ทำให้เงินเกือบไม่เหลือ โดยบริษัทเหลือเงินทุนอยู่เพียง 200,000 บาท

สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทคืนเงินให้กับนักลงทุนเมื่อเลิกกิจการ คือ A ที่ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้เงินทุนคืนก่อน 100,000 บาท (บริษัทเหลือเงิน 100,000 บาท) จากนั้น B ที่ถือหุ้นสามัญจะได้เงินคืนเป็นลำดับถัดไปโดยจะได้แค่ 100,000 บาท (จากที่ลงทุน 300,000 บาท) เพราะบริษัทเหลืออยู่แค่นี้หลังจากคืนให้ A

ข้อจำกัดของหุ้นบุริมสิทธิ

ข้อจำกัดที่สำคัญของหุ้นบุริมสิทธิ คือ การที่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิไม่มีสิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งในทางกลับกันข้อจำกัดข้อนี้คือสิ่งที่เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นสามัญ เพราะจะไม่ต้องกังวลว่าเมื่อออกหุ้นใหม่จะทำให้สัดส่วนในการถือหุ้นเปลี่ยนไปจนทำให้สิทธิในการออกเสียงและสิทธิในการบริหารของตนลดลง

ตัวอย่างเช่น บริษัท FVST มีหุ้นสามัญ 100 หุ้น ผู้ถือหุ้นถือหุ้นสามัญดังนี้ A 25 หุ้น (25%) B 20 หุ้น (20%) C 30 หุ้น (30%) และ D 25 หุ้น (25%) ต่อมาบริษัทต้องการเงินทุนจึงออกหุ้นสามัญมาอีก 50 หุ้น ทำให้หุ้นทั้งหมดเพิ่มเป็น 150 หุ้น ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของ A B C D จะเปลี่ยนไป

  • A ที่มี 25 หุ้น จาก 25% เหลือ 16.67%
  • B ที่มี 20 หุ้น จาก 20% เหลือ 13.33%
  • C ที่มี 30 หุ้น จาก 30% เหลือ 20%
  • D ที่มี 25 หุ้น จาก 25% เหลือ 16.67%

จากตัวอย่างจะเห็นว่าถ้า A ที่เคยถือหุ้นเป็นอันดับ 2 ซื้อหุ้นเพิ่มเพียง 6 หุ้น ก็จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นมากที่สุดแซงหน้า C ไปอย่างง่ายดาย

ในอีกกรณี A ที่เคยถือหุ้นเป็นอันดับ 2 ซื้อหุ้นใหม่ทั้งหมด 50 หุ้น จนมีหุ้น 75 หุ้นหรือ 50% จากหุ้นทั้งหมด และซื้อหุ้นจากใครก็ได้มาอีก 1 หุ้น จะทำให้ A มีหุ้นมากกว่า 50% ซึ่งจะทำให้มีสิทธิในการจัดตั้งฝ่ายบริหาร

แต่ในกรณีที่หุ้นที่ออกใหม่ 50 หุ้นเป็นหุ้นบุริมสิทธิ ก็จะไม่มีปัญหาในตัวอย่างด้านบน และทำให้ผู้ถือหุ้นไม่ต้องกังวลเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นโดยที่ไม่ต้องก่อหนี้ด้วยการออกหุ้นกู้ (Corporate Bond)

Finvestory

บทความเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน ธุรกิจ และเศรษฐศาสตร์ ในโลกที่ทุกคนต่างลงทุน