• Post category:Business

ค่าเสื่อมราคา คืออะไร?

ค่าเสื่อมราคา คือ ค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เกิดขึ้นจากการทยอยตัดค่าใช้จ่ายออกจากมูลค่าของสินทรัพย์ถาวร (ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 1 ปี) แทนที่จะนำรายจ่ายในการซื้อสินทรัพย์ถาวรดังกล่าวทั้งจำนวนมาลงบัญชีครั้งเดียวในปีที่ซื้อ เพราะในความเป็นจริงบริษัทไม่ได้ใช้สินทรัพย์ถาวรดังกล่าวหมดในปีเดียว

วิธีคิดค่าเสื่อมราคา คือ การคำนวณเพื่อหามูลค่าของค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีของสินทรัพย์ถาวร เพื่อบันทึกบัญชีในแต่ละรอบปีบัญชีไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบมูลค่าราคาสินทรัพย์ดังกล่าวที่หักลบมูลค่าซากออกไปแล้ว ดังนั้นผลรวมของค่าเสื่อมราคาเมื่อหักค่าเสื่อมราคาจนครบปีกับมูลค่าซาก จะต้องเท่ากับราคาเต็มของสินทรัพย์ถาวรไม่เปลี่ยนแปลง

โดยวิธีคิดค่าเสื่อมราคาสามารถคำนวณได้ 4 วิธี ดังนี้

  • วิธีเส้นตรง (Straight-Line Depreciation Method)
  • วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance Depreciation Method)
  • วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-the-Years-Digits Depreciation Method)
  • วิธีจำนวนผลผลิต (Units of Production Depreciation Method)

สำหรับสินทรัพย์ถาวรที่ต้องใช้ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ในการบันทึกบัญชีคือสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 1 ปี เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อาคาร และอุปกรณ์ แต่ที่ดินที่มูลค่าซากมีแต่เพิ่มขึ้นจะไม่ต้องนำมาคิดค่าเสื่อมราคา (เว้นแต่ว่าใช้ที่ดินจนเสื่อมสภาพ)

ตัวอย่าง ค่าเสื่อมราคา

ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท B ซื้ออาคารสำนักงานใหม่มาในราคา 15 ล้านบาท และสมมติว่าบริษัท B มีรายได้ในปีนั้น 5 ล้านบาท ถ้าหากว่าไม่มีการหักค่าเสื่อมราคา (Depreciation) และบันทึกค่าใช้จ่ายในการซื้ออาคารสำนักงานทั้งจำนวนบริษัทจะขาดทุน 10 ล้านบาท

แต่ในความเป็นจริงแล้วการใช้อาคารสำนักงานไม่ได้ถูกใช้เต็มมูลค่าในปีเดียว กฎหมายจึงมีการกำหนดให้หักค่าเสื่อมราคา (Depreciation Expense) ขึ้นมาแทนการนำค่าใช้จ่ายทั้งก้อนไปลงบัญชีทั้งจำนวน

จากตัวอย่างเดิม สมมติว่ามูลค่าซากของอาคารสำนักงานคือ 0 บาท และอาคารตามกฎหมายกำหนดให้หักค่าเสื่อมราคาปีละ 5% ของมูลค่า (เมื่อครบ 20 ปีจะหักจนหมด 15 ล้านบาท)

ดังนั้น ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าเสื่อมราคาที่นำไปลงบัญชีปีนี้คือ 5% ของ 15 ล้าน หรือ 750,000 ต่อปี (จนครบ 20 ปี)


วิธีคิดค่าเสื่อมราคา

วิธีคิดค่าเสื่อมราคาสามารถทำได้ 4 วิธี ได้แก่ วิธีเส้นตรง (Straight-Line Depreciation Method), วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance Depreciation Method), วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-the-Years-Digits Depreciation Method), และวิธีจำนวนผลผลิต (Units of Production Depreciation Method)

โดยวิธีคิดค่าเสื่อมราคาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง (Straight-Line Depreciation Method) ที่เป็นการหารค่าเสื่อมราคาด้วยอายุการใช้งานของสินทรัพย์ถาวรนั้น ๆ ซึ่งเป็นวิธีการคิดค่าเสื่อมราคาที่สะดวกที่สุดจากทั้ง 4 วิธี

ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง

ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง (Straight-Line Depreciation Method) คือ การใช้ราคาทุนของสินทรัพย์ถาวรลบด้วยมูลค่าซาก (มูลค่าคงเหลือหลังจากสินทรัพย์ดังกล่าวหมดสภาพ) และหารด้วยอายุการใช้งาน เมื่อคำนวณค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรงจะได้เป็นค่าเสื่อมราคาในแต่ละรอบปีบัญชี

ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง = (ราคาทุน – มูลค่าซาก) ÷ อายุการใช้งาน

  • ราคาทุน คือ ราคาที่ซื้อสินทรัพย์ถาวรดังกล่าวมา
  • มูลค่าซาก (Salvage Value) คือ มูลค่าของสินทรัพย์ถาวรเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว

สมมติว่า เครื่องจักรมูลค่า 1 ล้านบาท อายุการใช้งาน 5 ปี และมีมูลค่าซาก 120,000 บาท

  • ค่าเสื่อมราคา = (1,000,000 – 120,000) ÷ 5
  • ค่าเสื่อมราคา = 176,000 ต่อปี

จากตัวอย่าง หมายความว่าเมื่อผ่านไป 1 ปี มูลค่าของเครื่องจักรจะลดลงครั้งละ 176,000 บาท และเมื่อผ่านไป 5 ปี มูลค่าของเครื่องจักรจะเหลือเพียงแค่มูลค่าซาก (120,000 บาท) หรืออธิบายให้เห็นภาพกว่านั้นคือ

  • ปีแรกซื้อมาในราคา 1 ล้านบาท
  • สิ้นปีที่ 1 เหลือมูลค่า 1,000,000 – 176,000 = 824,000
  • สิ้นปีที่ 2 เหลือมูลค่า 824,000 – 176,000 = 648,000
  • สิ้นปีที่ 3 เหลือมูลค่า 648,000 – 176,000 = 472,000
  • สิ้นปีที่ 4 เหลือมูลค่า 472,000 – 176,000 = 296,000
  • สิ้นปีที่ 5 เหลือมูลค่า 296,000 – 176,000 = 120,000

จะเห็นว่าเมื่อผ่านไปจนครบ 5 ปี มูลค่าของเครื่องจักรจาก 1 ล้านบาท จะเหลือเพียงแค่มูลค่าซาก นั่นก็คือ 120,000 บาท

ค่าเสื่อมราคาวิธียอดลดลงทวีคูณ

ค่าเสื่อมราคาวิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance Depreciation Method) คือ วิธีการคิดค่าเสื่อมราคาโดยใช้ 2 เท่าของอัตราค่าเสื่อมราคา คูณด้วยราคาตามบัญชีของสินทรัพย์ดังกล่าว ณ วันต้นงวด

ค่าเสื่อมราคาวิธียอดลดลงทวีคูณ = 2 x อัตราค่าเสื่อมราคา x มูลค่าตามบัญชี ณ วันต้นงวด

  • อัตราค่าเสื่อมราคา = 100% ÷ อายุการใช้งาน
  • มูลค่าทางบัญชี = ราคาทุน – ค่าเสื่อมราคาสะสม

ค่าเสื่อมราคาวิธีผลรวมจำนวนปี

ค่าเสื่อมราคาวิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-the-Years-Digits Depreciation Method) คือ วิธีคิดค่าเสื่อมราคาด้วยคำนวณจากอายุการใช้งานคงเหลือของสินทรัพย์ คูณกับราคาทุนลบด้วยมูลค่าซากของสินทรัพย์ถาวร

ค่าเสื่อมราคาวิธีผลรวมจำนวนปี = (อายุการใช้งานคงเหลือของสินทรัพย์ถาวร ÷ ผลรวมจำนวนปีอายุการใช้งาน) x (ราคาทุน – มูลค่าซาก)

ผลรวมจำนวนปี คำนวณได้จากการนำตัวเลขอายุการใช้งานตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีสุดท้ายมารวมกัน ถ้าอายุการใช้งานของสินทรัพย์คือ 4 ปี ผลรวมจำนวนปี = 1 + 2 + 3 + 4 = 10

ค่าเสื่อมราคาวิธีจำนวนผลผลิต

ค่าเสื่อมราคาวิธีจำนวนผลผลิต (Units of Production Depreciation Method) คือ การใช้ค่าเสื่อมจากราคาต่อหน่วยคูณด้วยปริมาณผลผลิตในรอบระยะเวลาบัญชี

ค่าเสื่อมราคาวิธีจำนวนผลผลิต = [((ราคาทุน – มูลค่าซาก) ÷ ปริมาณการผลิตตลอดอายุการใช้งาน) x ปริมาณการผลิตจริงในรอบระยะเวลาบัญชี]

  • ปริมาณการผลิตตลอดอายุการใช้งาน = จำนวนคาดการณ์ว่าสินทรัพย์ถาวรจะสามารถผลิตได้ตลอดอายุการใช้งาน

ค่าเสื่อมราคาสะสม คืออะไร?

ค่าเสื่อมราคาสะสม คือ รายการบัญชีในหมวดสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ที่เกิดจากตัวเลขสะสมของ ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) โดยค่าเสื่อมราคาสะสมจะเป็นรายการบัญชีที่มีไว้ปรับมูลค่าสินทรัพย์ถาวรที่อยู่ในบัญชีให้ตรงกับความเป็นจริง

รายการบัญชีค่าเสื่อมราคาสะสม (Accumulated Depreciation) จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีค่าเสื่อมราคาเกิดขึ้น ดังนั้นค่าเสื่อมราคาสะสมจะเพิ่มขึ้นทุกปีเพราะค่าเสื่อมราคาจะเพิ่มทุกปีจนกว่าสินทรัพย์ถาวรจะเหลือเพียงมูลค่าซาก

ค่าเสื่อมราคาสะสม บันทึกบัญชีอย่างไร

การบันทึกบัญชีของ ค่าเสื่อมราคาสะสม สามารถบันทึกได้ดังนี้

  • Debit ค่าเสื่อมราคา (ชื่อสินทรัพย์ถาวร) xxx
  • Credit ค่าเสื่อมราคาสะสม (ชื่อสินทรัพย์ถาวร) xxx

ตัวอย่างเช่น

  • Debit ค่าเสื่อมราคา (อาคาร) 750,000
  • Credit ค่าเสื่อมราคาสะสม (อาคาร) 750,000

ข้อมูลอ้างอิงจาก: GreedisGoods

Finvestory

บทความเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน ธุรกิจ และเศรษฐศาสตร์ ในโลกที่ทุกคนต่างลงทุน