• Post category:Economics

เงินบาทอ่อนค่า คือ การที่มูลค่าของเงินบาทเสื่อมค่าหรือลดลงเมื่อเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจะส่งผลให้เงินบาทจำนวนเท่าเดิมไม่เพียงพอที่จะแลกเงินอีกสกุลเงินในจำนวนเท่าเดิมได้อีกต่อไปเพราะต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อแลกเป็นเงินอีกสกุลหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น เมื่อวานวันที่ 1 เมษายนการแลกเงิน 1 ปอนด์จะต้องใช้เงิน 40 บาท แต่วันนี้การแลกเงิน 1 ปอนด์จะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 42 บาทจึงจะสามารถแลกได้ จากตัวอย่างจะเห็นว่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินปอนด์สเตอร์ลิง

เงินบาทอ่อนค่าสามารถเทียบได้กับการที่สินค้ามีมูลค่าลดลง เมื่อเปรียบเทียบสกุลเงินเป็นสินค้าและอัตราแลกเปลี่ยนเป็นราคาของสินค้า โดยการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงทำให้การแลกเงินบาท (ซื้อสินค้า) สามารถทำได้ด้วยการใช้เงินปอนด์ปริมาณน้อยลงในการแลก

เงินบาทอ่อนค่า คือ แนวโน้มค่าเงินบาท ค่าเงินบาทอ่อน ค่า THB
แนวโน้มค่าเงินบาท จากกราฟจะเห็ว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับเงินปอนด์

กราฟอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) กับบาท (THB) จากเว็บไซต์ XE.com

เงินบาทอ่อนค่าเกิดจากอะไร

เงินบาทอ่อนค่า และ ค่าเงินอ่อน (Currency Depreciation) คือ สิ่งที่เกิดจากเงินสกุลนั้น ๆ มีปริมาณความต้องการที่ลดลงเมื่อเทียบกับปริมาณเงินสกุลนั้นที่มีอยู่ให้แลกในตลาด ซึ่งเป็นไปตามกลไกอุปสงค์ อุปทาน (Demand & Supply) เหมือนกันกับสินค้าอื่น ๆ

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินสกุลอะไรก็ตามอ่อนค่าคือความต้องการขายเงินบาท (แลกเงินบาทเป็นเงินสกุลอื่น) โดยอาจมีสาเหตุมาจาก

  • ประเทศขาดดุลการค้า (นำเข้ามากกว่าส่งออก) จากการที่ต้องแลกเงินบาทเป็นเงินสกุลต่างประเทศเพื่อนำเข้าสินค้า (ซื้อ) จากต่างประเทศ
  • นักลงทุนย้ายเงินออกจากประเทศ ซึ่งนักลงทุนจะแลกเงินบาทที่เคยแลกไว้เพื่อเข้ามาลงทุนกลับเป็นเงินสกุลที่ต้องการเพื่อย้ายเงินลงทุนไปยังประเทศอื่น
  • การแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลาง เพื่อทำให้ค่าเงินไม่แข็งค่าเกินไปและอยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วยมาตรการต่าง ๆ
  • การที่เงินอีกสกุลเงินแข็งค่าขึ้นมาก ๆ จนทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปโดยปริยาย

จากสาเหตุทั้งหมดจะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินอ่อนและเงินบาทอ่อนค่าก็คือสิ่งที่เป็นด้านตรงข้ามของการที่เงินบาทแข็งค่านั่นเอง

เงินบาทอ่อนค่า ใครได้ประโยชน์

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการที่ เงินบาทอ่อนค่า คือ ผู้ที่ต้องแลกเงินสกุลต่างชาติกลับมาเป็นเงินบาท ได้แก่ ผู้ส่งออก ผู้ที่มีรายได้เป็นเงินสกุลต่างประเทศ และนักลงทุนที่นำเงินลงทุนไปลงทุนในต่างประเทศ

ในกรณีที่ผู้ส่งออก (Exporter) ส่งออกสินค้าให้ต่างประเทศแล้วได้เงินสกุลต่างประเทศกลับมา เช่นได้เงิน $10,000 ถ้าแลกกลับมาตอนที่ $1 = 35 บาทจะได้เงิน 350,000 บาท แต่ถ้าหากเงินบาทอ่อนค่าเป็น $1 = 36 บาท การแลกเงินจะทำให้ผู้ส่งออกได้เงินกลับมา $360,000 (ได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 10,000 บาท)

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกยังได้ประโยชน์จากการแข่งขันด้านราคาจากการที่เงินบาทอ่อนค่า เนื่องจากในมุมมองของผู้นำเข้า (Importer) จากต่างประเทศสินค้าที่ขายเป็นสกุลบาทจะมีราคาต่ำลง เนื่องจากเงินของผู้นำเข้าจำนวนเท่าเดิมสามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น บริษัทจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าซอสจากไทย 1 ขวดราคา 30 บาท ถ้าอัตราแลกเปลี่ยน $1 ต่อ 30 บาท การนำเข้า 100 ขวดจะใช้เงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อเงินบาทอ่อนค่าเหลือ $1 ต่อ 32 บาท การนำเข้าซอส 100 ขวดจะใช้เงินเพียง 93.75 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

เงินบาทอ่อนค่า ใครเสียประโยชน์

ผู้ที่เสียประโยชน์จากการที่ เงินบาทอ่อนค่า คือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินสกุลต่างชาติ ได้แก่ ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และผู้ที่มีหนี้สินเป็นเงินสกุลอื่น เพราะผู้ที่ต้องแลกเงินบาทเป็นเงินต่างประเทศจะใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกเงินจำนวนเท่าเดิม

การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงลูกหนี้ที่มีหนี้สินเป็นเงินต่างประเทศจะต้องใช้เงินบาทมากกว่าเมื่อครั้งที่กู้มาแลกเป็นเงินสกุลที่ต้องชำระหนี้ ตัวอย่างเช่น กู้เงิน $1,000 มาด้วยอัตราแลกเปลี่ยน $1 ต่อ ฿30 ซึ่งจะทำให้ได้เงินมาใช้ 30,000 บาท แต่เมื่อถึงเวลาชำระหนี้อัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็น $1 ต่อ ฿32 หมายความว่าจะต้องใช้เงินถึง 32,000 บาทเพื่อแลกคืนเป็น $1,000 บาท สำหรับจ่ายหนี้

Finvestory

บทความเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน ธุรกิจ และเศรษฐศาสตร์ ในโลกที่ทุกคนต่างลงทุน