• Post category:Business

Bullwhip Effect คืออะไร?

Bullwhip Effect คือ ปรากฏการณ์แส้ม้าที่อธิบายถึงความผันผวนของโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกิดขึ้นจากการความผิดพลาดของการรับรู้ข้อมูลความต้องการสินค้าของผู้บริโภคหรือจากความต้องการซื้อสินค้าที่ผิดปกติในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ จนทำให้ประมาณการณ์ความต้องการผิดพลาด ส่งผลให้เกิดปัญหาสินค้าไม่พอกับความต้องการหรือเหลือค้างมากเกินไป

ปรากฎการณ์แส้ม้า หรือ Bullwhip Effect เป็นคำที่ใช้เปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นในโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่การบริหารข้อมูลในโซ่อุปทานเกิดความผิดพลาดจากความผันผวนส่งต่อไปเรื่อย ๆ ไปในโซ่อุทานจนทำให้ปัญหาไม่ว่าจะขาดหรือเหลือใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับการสะบัดแส้ม้าที่คลื่นของแส้จะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และคลื่นจะใหญ่ที่สุดที่ปลายแส้

ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดคือ Target, Amazon, และ Walmart ที่เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2022 ที่พบว่าสินค้าคงคลังของบริษัทค้าปลีกทั้ง 3 บริษัทอยู่ในระดับที่สูงเกินปกติอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากความผิดเพี้ยนของความต้องการซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นจาก Pent Up Demand ที่ทำให้ความต้องการซื้อหลังจากคลายล็อกดาวน์และผู้บริโภคกลับมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น จนส่งผลให้บริษัทค้าปลีกเหล่านี้ยากที่จะประมาณการความต้องการซื้อ

อย่างที่เรารู้กันว่าในโซ่อุปทานจะประกอบไปด้วยผู้เกี่ยวข้อง 5 ส่วน ตามลำดับคือ ซัพพลายเออร์ ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภค โดยสิ่งที่เกิดขึ้นในการที่สินค้าชิ้นหนึ่งจะเดินทางไปถึงผู้บริโภคที่อยู่ปลายน้ำจะมีลำดับดังนี้:

  1. มีลูกค้าต้องการซื้อสินค้า A จากผู้ค้าปลีก
  2. ผู้ค้าปลีกจึงต้องหาสินค้า A มาขาย โดยติดต่อกับผู้ค้าส่ง
  3. ผู้ค้าส่งรับสินค้า A จากผู้ผลิตมากระจายไปยังผู้ค้าปลีก
  4. ผู้ผลิตผลิตสินค้า A เพื่อส่งต่อสินค้าให้ผู้ค้าส่ง
  5. ผู้ผลิตสั่งซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์

เมื่อทุกอย่างเกิดตามลำดับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อลูกค้าต้องการซื้อสินค้าลูกค้าก็จะต้องรอการผลิตสินค้าชิ้นหนึ่งที่หน้าร้านจนกว่าจะผลิตเสร็จ ผู้ขายจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการมีสินค้าเก็บไว้รอขายเป็นสินค้าคงคลัง (Inventory) โดยประมาณการจากยอดขายสินค้าว่าจะต้องเก็บสินค้า (Safety Stock) เอาไว้รอขายเท่าไหร่ ซึ่งปัญหาของ Bullwhip Effect เกิดขึ้นตรงนี้

สมมติว่า สินค้าสินค้า A โดยเฉลี่ย 6 เดือนที่ผ่านมาขายได้เดือนละ 20 ชิ้น ผู้ค้าปลีกที่ไม่ต้องการให้สินค้าขาดกระทันหันเมื่อลูกค้าต้องการสินค้าก็จะสั่งสินค้าจากผู้ค้าส่งมาเก็บไว้ 25 ชิ้น สิ่งที่ผู้ค้าส่งคิดก็ไม่ต่างกันเพราะว่าต้องมีสินค้าไว้พร้อมกระจายให้ผู้ค้าปลีก จึงสั่งให้ผู้ผลิตผลิตสินค้า 30 ชิ้นมาเก็บไว้เผื่อความต้องการสั่งซื้อจะเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ผลิตเองก็สั่งวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์มาเผื่อไว้สำหรับการผลิตสินค้า 35 ชิ้น

จากตัวอย่าง จะเห็นว่าคำสั่งซื้อสินค้าที่เริ่มต้นเพียงจาก 20 ชิ้นในตอนต้นได้เพิ่มขึ้นเป็น 35 ชิ้นในตอนจบ (+75%) จากการสั่งสิ้นค้าเผื่อเท่า ๆ กันเพียงครั้งละ 5 ชั้นตลอด Supply Chain เทียบได้กับการสะบัดแส้ม้าที่การสะบัดแส้จะทำให้การสะบัดของแส้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากน้อยไปมากตามภาพตัวอย่าง

Bullwhip Effect เกิดขึ้นได้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่าในตัวอย่างการเพิ่มขึ้นของจำนวนสินค้าที่สั่งมาเผื่อเอาไว้ในแต่ละขั้นของโซ่อุปทานเป็นการเพิ่มครั้งละเท่า ๆ กันและเป็นสถานการณ์ปกติที่ไม่มีสิ่งกระตุ้น ซึ่งในความเป็นจริงอาจมีบางลำดับที่สั่งมามากเกินไปเพราะคาดการณ์ต่างจากส่วนอื่นเนื่องจากไม่ได้แชร์ข้อมูลกัน

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาจากสถานการณ์ที่ผิดปกติอย่างเช่นการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อที่สูงขึ้นผิดปกติของสินค้าบางอย่างที่เกิดขึ้นจาก Pent Up Demand ก็จะยิ่งทำให้ข้อมูลที่ได้รับผิดเพี้ยนและยากที่จะประมาณความต้องการซื้อที่ไม่รู้ว่าจะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อไหร่ เพราะถ้าหากไม่เตรียมไว้ก็ไม่มีสินค้าพร้อมขาย แต่ถ้าหากเตรียมเอาไว้มากเกินไปเมื่อความต้องการซื้อกลับสู่ภาวะปกติก็จะเหลือสินค้าคงค้างจำนวนมาก

สาเหตุของ Bullwhip Effect โดยทั่วไปสามารถสรุป ได้ดังนี้

  • การพยากรณ์ความต้องการซื้อของลูกค้าผิดพลาด
  • การซื้อสินค้าครั้งละมาก ๆ แบบไม่สมเหตุสมผล เพื่อที่จะสามารถซื้อได้ในราคาถูก
  • ขาดการสื่อสารระหว่างกัน (หรือข้อมูลที่ล่าช้า) ทำให้ข้อมูลที่ได้รับคลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกัน
  • ความผิดปกติของความต้องการซื้อที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก อย่างเช่น กรณี Pent Up Demand หลังเปิดเมือง
  • ความผิดปกติของความต้องการซื้อที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายใน เช่น ยอดขายที่เพิ่มขึ้นผิดปกติเพราะการจัดโปรโมชั่น

ซึ่งปรากฏการณ์แส้ม้าหรือ Bullwhip Effect อาจเกิดขึ้นได้เพียงเพราะสาเหตุเดียวหรือจากหลายสาเหตุร่วมกันก็ได้

วิธีแก้ปัญหา Bullwhip Effect

สาเหตุหลักที่เป็นหัวใจของ Bullwhip Effect คือการพยากรณ์ความต้องการซื้อที่ไม่แม่นยำ จนทำให้จัดการสินค้าคงคลังได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพจนนำไปสู่ปัญหาขาด/เหลือ แต่ปัญหาที่แท้จริงของ Bullwhip Effect อยู่ที่เรื่องของข้อมูล เมื่อข้อมูลไม่ถูกต้องย่อมทำให้การพยากรณ์ความต้องการซื้อผิดเพี้ยน

เนื่องจากข้อมูลที่ผิดเพี้ยนเกิดจากการที่แต่ละส่วนของของซัพพลายเชนใช้ข้อมูลที่ได้รับจากขั้นถัดไปในการพยากรณ์ (อย่างที่ได้เห็นในตัวอย่างด้านบน) จึงทำให้แต่ละขั้นของซัพพลายเชนได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาใช้ในการประมาณการจนนำไปสู่ Bullwhip Effect ในท้ายที่สุด

ทั้งที่ในความเป็นจริงทุกฝ่ายในโซ่อุปทานต้องการข้อมูลเดียวกันคือ “ความต้องการซื้อของลูกค้า” ดังนั้น ในการแก้ปัญหา Bullwhip Effect จึงสามารถทำได้ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันให้มากที่สุด โดยข้อมูลความต้องการของลูกค้าควรจะมีการไหลจากปลายน้ำมาสู่ต้นน้ำ หรือก็คือข้อมูลควรส่งมาจากฝั่งลูกค้าย้อนกลับมาถึงซัพพลายเออร์

ซึ่งการแชร์ข้อมูลกันในซัพพลายเชนสามารถทำได้หลากหลายวิธีตั้งแต่การแชร์ข้อมูลกันเพียงอย่างเดียว ไปจนถึงการใช้ VMI (Vendor Managed Inventory) หรือการจัดการสินค้าคงคลัง โดยให้ผู้ขายควบคุมสินค้าคงคลังเอง หลักการสำคัญของ VMI คือการอนุญาตให้ผู้ขายสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการควบคุมปริมาณสินค้าคงคลังของลูกค้า ตลอดจนให้อำนาจแก่ผู้ขายในการดำเนินการออกคำสั่งซื้อตลอดจนวางแผนและดำเนินการเติมเต็มสินค้า

การตัดโซ่อุปทานให้สั้นลงยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา Bullwhip Effect เพื่อตัดการส่งข้อมูลให้สั้นลงโดยผู้ค้าปลีกซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิต แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้เป็นวิธีที่ปฏิบัติจริงได้ค่อนข้างยาก เพราะการตัดโซ่อุปทานให้สั้นลงหมายความว่าธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ โดยเฉพาะกับธุรกิจที่ได้รับการอำนวยความสะดวกจากบางส่วนของโซ่อุปทานอย่างผู้ค้าส่ง การตัดผู้ค้าส่งออกไปอาจทำให้ตัวผู้ค้าปลีกอาจต้องรับภาระดังกล่าวแทน

ข้อมูลอ้างอิงจาก: Wikipedia, CNBC, วารสารบริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 34 ฉบับที่ 131 กรกฎาคม – กันยายน 2554

Finvestory

บทความเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน ธุรกิจ และเศรษฐศาสตร์ ในโลกที่ทุกคนต่างลงทุน